dot
dot
กาแฟรสเข้ม
dot
bulletอัสวัด ราชันย์แห่งความมืด
bulletเส้นทรายสีเงา
bulletฤกษ์สังหาร
bulletจันทราอุษาคเนย์
bulletบัลลังก์สายหมอก
bulletทรายล้อมตะวัน
bulletข้าบดินทร์
bulletทรายนี้ยังมีรัก
bulletขอเป็นเจ้าสาวสักครั้งให้ชื่นใจ
bulletขอเป็นนางเอกสักครั้งให้ชื่นใจ
bulletหนึ่งด้าวฟ้าเดียว
วรรณวรรธน์  FaceBook
dot
เซียนกาแฟ
dot
bulletคุณประภัสสร เสวิกุล
bulletคุณวินทร์ เลียววารินทร์
bulletคุณชมัยภร แสงกระจ่าง
bulletคุณอาริตา
bulletคุณกิ่งฉัตร
bulletคุณดวงตะวัน
bulletคุณคีตาญชลี
bulletคุณฌามิวอาห์
dot
คอกาแฟวรรณกรรม
dot
bulletถนนนักเขียน พันทิป
bulletเด็กดี
bulletห้องสมุดนิยายออนไลน์
bulletบล๊อคนักอ่านหนังสือดี
bulletส.นักเขียนแห่งประเทศไทย
bulletสิรินดาStories
bulletForwriter
bulletนิยาย.คอม
bulletE-Book นิยาย
bulletฟรี E-Book
dot
กาแฟละครTV
dot
bulletนิยาย ไทยรัฐ
bulletละครออนไลน์ ผู้จัดการ
dot
กาแฟรายวัน-ปักษ์-เดือน
dot
bulletมติชน
bulletผู้จัดการออนไลน์
bulletกรุงเทพธุรกิจ
bulletคมชัดลึก
bulletBangkok post
bulletเนชั่น สุดสัปดาห์
bulletไทยรัฐ
bulletสกุลไทย
bulletขวัญเรือน
bulletกุลสตรี
bulletคู่สร้าง-คู่สม
dot
โรงคั่วกาแฟ
dot
bulletณ บ้านวรรณกรรม
bulletนานมีบุ๊คส์
bulletซีเอ็ด
bulletB 2 S
bulletChulabook
bulletKINOKUNIYA
bulletนายอินทร์
bulletคลังอมรินทร์
bulletเคล็ดไทย
bulletผีเสื้อ
bulletสันสกฤต
bulletแก้วกานต์
bulletอักขระบันเทิง
bulletพิมพ์คำ สถาพร ปรินซ์เซส
bulletประพันธ์สาสน์
bulletแจ่มใส
bulletเพื่อนดี
bulletComeonสีม่วงอ่อน
bullet1168พับบลิชชิ่ง
bulletGroove publishing
bulletกรีนมายด์
dot
กาแฟส่งนอก
dot
bulletสยามโนเวลล่า
bulletพิงค์เลม่อน
bulletดอกหญ้า ยูเอสเอ
dot
กาแฟมือสอง/หายาก
dot
bulletหนังสือซื้อ-ขาย "พันทิป"
bulletโฆษิต
bulletสุหนังสือเก่า
bulletหนังสือมือสอง ร้านออนไลน์
bulletDRB หนังสือโบราณ
bulletShoptohome
dot
กาแฟวิชาการ
dot
bulletสำนักพระราชวัง
bulletพจนานุกรมไทย
bulletพจนานุกรม ไทย-อังกฤษ
bulletศัพท์บัญญัติ
bulletรู้ไปโม้ด..o^o
bulletนายรอบรู้
bulletหอสมุดแห่งชาติ
bulletรู้ รัก ภาษาไทย
bulletสารคดี
bulletเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิค
bulletเมืองโบราณ
bulletเวียงวัง::จุลลดา ภักดีภูมินทร์
bulletหนังสือเก่าชาวสยาม
bulletเรือนไทย


วรรณวรรธน์ เฟซบุ๊ค
หมอยาไทย


ลำดับเหตุการณ์ ใน "ข้าบดินทร์" article

ท่านที่ได้อ่าน ข้าบดินทร์    มาแล้ว  อาจเกิดข้อสงสัยและคำถามขึ้นในใจอีกหลายประการว่า  นิยายที่เขียนขึ้นมาโดยเทียบข้อเท็จจริงกับจินตนาการเข้าไปเช่นนั้น   แล้วแท้จริง  เหตุการณ์ตามความจริง ในเรื่องนี้ เป็นอย่างไร    ในบทความนี้ จึงได้เรียบเรียงเหตุการณ์ที่เป็นข้อมูลพื้นฐานของการเขียนนิยายเรื่องนี้มาให้ท่านที่สนใจได้อ่าน และหากต้องการทราบเพิ่มเติมจะได้ค้นคว้าต่อยอดขึ้นไป

 

"ข้าบดินทร์" ดำเนินเหตุการณ์จากประวัติศาสตร์ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๓๖๙  เป็นต้นมาจนจบลงในฉากปี พ.ศ. ๒๔๐๐  ซึ่งเรียงลำดับเหตุการณ์ตามประวัติศาสตร์ได้ดังนี้

 

พุทธศักราช ๒๓๖๗   พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์ ในกรุงรัตนโกสินทร์เป็นลำดับที่สาม    จากการเรียกขานในเวลานั้น  ว่าแผ่นดินต้น  แผ่นดินกลาง และแผนดินที่สาม ด้วยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าอยู่หัว ไม่โปรดให้มีการเรียกรัชสมัยของพระองค์ว่า แผ่นดินปลาย   

ในปีนั้นเองไทยได้ส่งกองทัพไปช่วยเหลือประเทศอังกฤษในการบกับพม่าด้วยถือว่า เป็นคู่ศึกกันมาตามโบราณราชประเพณี  แต่ไทยถอนตัวออกมาก่อน  จนกระทั่งอังกฤษมีชัยชนะเหนือประเทศพม่า   จึงมีการเจรจากับประเทศอังกฤษในเวลาต่อมา 

 

 

 

พุทธศักราช ๒๓๖๘   โรเบิร์ต ฮันเตอร์  (หันแตร)เข้ามาค้าขาย หลังจากหันตรีเข้ามาทำสัญญาพระราชไมตรี ในต้นรัชกาลที่ ๓ (หันตรีเข้ามา พ.ศ.๒๓๖๗ หันแตรเข้ามา พ.ศ.๒๓๖๘)             หันแตรเป็นอังกฤษเชื้อสายสก๊อต เดิมเป็นพ่อค้ามาตั้งห้างอยู่ที่สิงคโปร์ก่อน เมื่อเข้ามาบางกอกนั้น เป็นขณะที่ไทยกำลังบาดหมางอยู่กับเจ้าอนุวงศ์ เมืองเวียงจันทน์หันแตรได้ทูลเกล้าฯ ถวายปืนคาบศิลา ๑,๐๐๐ กระบอก พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ จึงโปรดพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็นหลวงอาวุธวิเศษประเทศพาณิช                เมื่อหันแตรขอตั้งห้างค้าขายในกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้หันแตรเช่าที่ดินของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์ แต่ครั้งยังเป็นเจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ) สร้างอาคารขึ้นเป็นทั้งที่พักและสำนักงาน โรงเก็บสินค้า พวกพ่อค้าต่างชาติพากันเรียกว่า โรงสินค้าอังกฤษ (The Britsh Faetory) ส่วนคนไทยสมัยนั้นเรียกกันว่า ห้างหันแตร

 

พุทธศักราช ๒๓๖๙  เจ้าอนุวงศ์เป็นกบฏ โปรดเกล้าฯ ให้กรมพระราชวังบวรฯ เป็นแม่ทัพใหญ่ยกไปปราบ กำเนิดวีรกรรมท้าวสุรนารี (คุณหญิงโม) และโปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชสุภาวดี (สิงห์) แม่ทัพหน้าเป็นเจ้าพระราชสุภาวดี ว่าที่สมุหนายก

 

พุทธศักราช  ๒๓๗๐ เริ่มสร้างพระสมุทรเจดีย์ 

 

พุทธศักราช  ๒๓๗๑

-ร้อยเอกเจมส์โลว์ จัดพิมพ์หนังสือภาษาไทยเป็นครั้งแรก

-มิชชันนารีอเมริกันเดินทางมาเผยแพร่ศาสนาในเมืองไทย

-เจ้าพระยาอภัยภูธร สิ้นกลางเดินทัพ  ถอยศพกลับมาเผาที่พระนคร เกิดฟ้าผ่ากลางเมรุ

- เริ่มต้นสร้างวัดประยุรวงศาราม   เจ้าพระยาพระคลังลงมือสร้าง   พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า พระราชทานกองเทียนจากห้องเล็ก มาเป็นแบบเนื่องจากมีลักษณะงดงามแปลกตา  เจ้าพระยาพระคลังจึงนำแบบมาจำลองเป็นภูเขาในวัด

 

พุทธศักราช ๒๓๗๒

 -เจ้าพระยาราชสุภาวดี (สิงห์) จับเจ้าอนุวงศ์ จัดส่งลงมากรุงเทพฯ ได้โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาเป็น เจ้าพระยาบดินทร์เดชา ที่สมุหนายก

-กำเนิดสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย     

 

 

พุทธศักราช  ๒๓๗๕

-ประธานาธิบดีแจคสัน แห่งสหรัฐอเมริกา ส่งเอ็ดมันต์ โรเบิร์ต เข้ามาขอเจริญพระราชไมตรีทำการค้ากับไทย

- กบฏทางตอนใต้  ตนกูมะสัง  ทะเลาะกันระหว่างเจ้าพระยานครกับเจ้าพระยาสงขลา       “...เป็นข้าแล้วก็รักอยู่ด้วยกันหมดนั่นแหละ...

- พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงพระเมตตาห่วงใยจมื่นไวยวรนารถ ของพระองค์มาก เพราะในระยะนั้น ท่านกำลังเป็นหนุ่มคะนองว่ากันว่ารูปงามมีฝีปากสักวาคมคายเป็น สมาชิก ผู้หนึ่งของสโมสรสักวาที่แพคุณพุ่ม (บุษบาท่าเรือ) พวกมิชชันนารี กล่าวถึงท่านว่า ท่าทางคมขำ เฉียบแหลมพูดจาไพเราะ   

เมื่อเกิดเรื่องพระสุริยภักดิ์ (คุณชายสนิท บุตรชายใหญ่สมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อย) กับเจ้าจอมอิ่ม (ลูกสาวพระยามหาเทพ ปาน)    เป็นเหตุให้พระสุริยภักดีต้องพระราชอาญาประหาร อายุพระสุริยภักดีแก่กว่า สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เพียง ๔ ปี (พระสุริยภักดีต้องโทษประหาร อายุเพียง ๒๗ ปี)

 

พุทธศักราช ๒๓๗๘ 

- ๑๘ กรกฎาคม ๒๓๗๘  หมอบรัดเลย์ มาถึงประเทศไทยกับคณะมิชชันนารี  พร้อมกับภรรยา คนแรก

- (๑๓ มกราคม ๒๓๗๙  แต่เป็นปีนักษัตรโบราณ เขาจึงถือว่าเป็นปี ๒๓๗๘)    ฉลองวัดประยุรวงศาราม  ทำระเบิดไฟพะเนียง ฉลองวัด   จนคนแขนขาด  ต้องตามหมอบรัดเล มาทำการผ่าตัด ตัดแขนคนที่โดนไฟพะเนียงตรงนั้น

 

 

พุทธศักราช  ๒๓๗๙

เริ่มปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามครั้งใหญ่ โปรดให้สร้างพระเจดีย์ พระพุทธไสยาสน์พร้อมทั้งพระวิหารเป็นที่ประดิษฐาน และอาคารอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก  นอกจากนี้ยังโปรดให้จารึกวิชาการต่างๆ ลงในแผ่นศิลาเป็นอันมาก ประดับไว้รอบเสาระเบียง และที่ศาลารายหลายหมวดหมู่ อาทิ หมวดตำรายา หมวดวรรณคดีไทย หมวดสุภาษิต หมวดพระพุทธศาสนา ให้เป็นวิทยาทานแก่บุคคลทั่วไป  กล่าวกันว่าเป็นพระอารามที่รวบรวมสรรพตำราไว้หลายแขนง เสมือนหนึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย 

 

พุทธศักราช  ๒๓๘๐ 

-หมอบรัดเลย์ คิดตัวพิมพ์อักษรไทยขึ้นใหม่

-โปรดเกล้าฯ ให้หมอหลวงไปหัดปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษกับหมอบรัดเลย์ และสอนวิธีฉีดวัคซีนป้องกันอหิวาตกโรคเป็นสำคัญ

- เจ้าพระยาพระคลังนำไม้มาจากเมืองจันทบุรีมาทำกลองวินิจฉัยเภรี ขึ้นทูลเกล้าฯถวาย

 

พุทธศักราช ๒๓๘๒ 

 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้โรงพิมพ์หมอบรัดเลย์พิมพ์ประกาศห้ามสูบฝิ่น จำนวน 9,000 ฉบับ นับเป็นสิ่งตีพิมพ์เอกสารทางราชการฉบับแรกในประวัติศาสตร์สยาม และถือเป็นหมายสำคัญว่ายุคแห่งการคัดด้วยลายมือกำลังจะหมดไป เป็นการเริ่มต้นยุคสมัยแห่งการพิมพ์สยาม

 

พุทธศักราช ๒๓๘๔

ในที่สุดพัฒนาการของการพิมพ์ในสยามก็มาถึงจุดสำคัญที่สุดคือ หมอบรัดเลย์และคณะสามารถหล่อตัวพิมพ์ภาษาไทยขึ้นสำเร็จเป็นครั้งแรกในปี 2384 ตัวพิมพ์ชุดนี้หมอบรัดเลย์ยังได้ทำขึ้นอีกเพื่อทูลเกล้าฯถวายเจ้าฟ้ามงกุฎ สำหรับใช้ที่โรงพิมพ์วัดบวรนิเวศวิหาร

 

พุทธศักราช ๒๓๘๕

-หมอบรัดเลย์ พิมพ์ปฏิทินภาษาไทยขึ้นเป็นครั้งแรก

- นายหันแตรผู้นี้แต่แรกก็ดีอยู่ ทว่าต่อมานานเข้าเกิดความกำเริบโอหังด้วยประการต่างๆ   เช่น นำฝิ่นเข้ามาขายให้คนจีน เป็นการขัดต่อสนธิสัญญา ที่หันตรี (เฮนรี่เบอร์นี่) ทำไว้กับไทย ข้อที่ว่า พ่อค้าห้ามนำฝิ่น ซึ่งถือเป็นของต้องห้ามเข้ามาในพระราชอาณาเขตของสยาม

ครั้งหนึ่ง กัปตันเรือชาวอังกฤษผู้หนึ่ง ถือปืนเข้าไปยิงนกพิราบในวัด พระภิกษุในวัดจึงห้าม เพราะเขตวัดไทยนั้นเป็นเขตอภัยทาน การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตก็ถือว่าเป็นบาป ทำให้เกิดทะเลาะทุ่มเถียงกันขึ้น พระภิกษุไทยเกิดโทสะ จึงพากันเข้าแย่งปืนแล้วช่วยกันตีจนบอบช้ำ นายหันแตรกับหมอบรัดเลย์อยู่แถวนั้นเห็นเหตุการณ์เข้าจึงวิ่งไปช่วยเหลือฝรั่ง

หันแตรนั้นโกรธมาก ให้เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ) นำเรื่องขึ้นกราบทูลพระเจ้าแผ่นดิน ให้นำเจ้าอาวาสมาประหารชีวิต และต้องขับไล่พระภิกษุออกจากวัดนี้ให้หมด มิฉะนั้นจะนำเรือของเขาแล่นขึ้นมายิงวัด และจะเลยไปยิงพระบรมมหาราชวังด้วย

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ โปรดฯให้เจ้าฟ้ามงกุฎ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ) ซึ่งขณะนั้นทรงผนวชอยู่ เป็นผู้ทรงสอบสวนและตัดสินความผิดของพระภิกษุ

สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎ ทรงตัดสินให้ทำโทษเจ้าอาวาสและพระภิกษุลูกวัด โดยให้นั่งสมาธิกลางแดดครึ่งวัน และให้ทำงานปัดกวาด เป็นการประจาน และห้ามแตะต้องฝรั่งอีก ไม่ว่าฝรั่งจะเข้าไปทำความผิดอันใดในเขตวัด ซึ่งเป็นค่าตัดสินที่หันแตรไม่พอใจอย่างยิ่ง แต่ก็เป็นอันเลิกรากันไป

 

พุทธศักราช ๒๓๘๗ 

-ต่อมาในวันที่ 4 กรกฎาคม 2387 หมอบรัดเลย์ก็ได้ออกหนังสือพิมพ์ฉบับแรกของสยามขึ้นในชื่อว่า หนังสือจดหมายเหตุ บางกอกรีคอเดอ กิจการโรงพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ได้พิมพ์หนังสือออกมาจำนวนมาก โดยเฉพาะในระยะหลังเมื่อหมอบรัดเลย์ได้รับพระราชทานที่ดินให้เช่าบริเวณปากคลองบางกอกใหญ่ งานพิมพ์ส่วนใหญ่ไม่จำกัดวงเฉพาะงานทางด้านศาสนาอีกต่อไปแต่ได้พิมพ์หนังสือหลากหลายประเภท ทั้งนิยาย ประวัติศาสตร์ กฎหมาย วรรณคดี เพื่อจำหน่ายแก่บุคคลที่สนใจทั่วไป

 

-  หันแตร นำเรือกลไฟ หรือเรือกำปั่นไฟ เป็นเรือที่ใช้เครื่องจักรพลังไอน้ำในการขับเคลื่อน แทนการใช้ใบและแรงลม เรือกลไฟลำแรกที่เข้ามาแล่นอวดโฉมให้ชาวสยามในบางกอกได้ตื่นตาตื่นใจกันว่า "เหล็กลอยน้ำได้" นั้น คือเรือกลไฟชื่อ "เอ็กสเปรส" (Express) ภายใต้การบัญชาการของกัปตันปีเตอร์ บราวน์ (Peter Brown) ข้อมูลเรื่องวันที่ที่เรือลำนี้มาถึงเมืองบางกอกนั้น ไม่ค่อยตรงกันนัก แต่ที่แน่ๆ คืออยู่ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว หนังสือ Siam Then (หรือพากย์ไทยว่า "สยามแต่ปางก่อน") บอกว่าเรือมาถึงในวันที่ ๑๑ มกราคม ค.ศ. ๑๘๔๔ (พ.ศ. ๒๓๘๗)

                  ส่วนนางลูเซีย ฮันต์ เฮเมนเวย์ (Lucia Hunt Hemenway) ภรรยาของบาทหลวงอาสา เฮเมนเวย์ (Asa Hemenway) เขียนไว้ในบันทึกของเธอ ลงวันที่ ๙ มกราคม ปีเดียวกัน โดยพาดพิงถึงเรื่องนี้ แต่ไม่เล่ารายละเอียดอื่นใดว่า "เรือกลไฟลำหนึ่งจากอังกฤษมาถึงแล้ว เรือกลไฟลำนี้เข้ามาถึงแม่น้ำ เป็นลำแรกที่มาถึงที่นี่ เจ้าของคาดว่าพระเจ้าแผ่นดินจะซื้อไว้ แต่ก็ยังไม่แน่นอนนักว่าพระองค์จะทรงซื้อ"                    

                   เรือชื่อเอ็กสเปรสที่แล่นออกจากเมืองท่าลิเวอร์พูล ในวันที่ ๑๒ สิงหาคม ค.ศ. ๑๘๔๓ (พ.ศ. ๒๓๘๖) และมาถึงสิงคโปร์เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม   นอกจากนี้แล้วก็พบจดหมายข่าวของมิชชันนารีในสยาม ที่ลงเรื่องเกี่ยวกับเรือลำนี้ไว้ในส่วนที่เป็นปัจฉิมลิขิต จดหมายข่าวดังกล่าวเป็นฉบับประจำวันที่ ๑๑ มกราคม ค.ศ. ๑๘๔๔ (พ.ศ. ๒๓๘๗) เล่าเรื่องเรือลำนี้ไว้อย่างค่อนข้างน่าสนใจ และสนับสนุนเนื้อหาในหนังสือ Siam Then เกี่ยวกับวันที่เรือมาถึง ตอนท้ายของปัจฉิมลิขิตนี้ มีข้อความที่อ่านแล้วอดขำในความช่างแขวะของบาทหลวงฝรั่งที่เขียนเรื่องนี้ไม่ได้ การแขวะศาสนาพุทธโดยมิชชันนารีฝรั่งในครั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกหูแต่อย่างใด และเป็นเรื่องทำนองขี้แพ้ชวนตีเสียมาก

              "เหตุการณ์แปลกใหม่อย่างยิ่งสำหรับประเทศสยามเพิ่งเกิดขึ้น ประมาณ ๙ โมงเช้าวันนี้ เรือกลไฟของอังกฤษชื่อ เอ็กสเปรส โดยกัปตัน พี บราวน์ เดินทางขึ้นแม่น้ำมา ความใหญ่โตโอฬารของเรือสร้างความโกลาหลให้แก่เรือลำเล็กลำน้อยในแม่น้ำนี้อย่างมาก ส่วนพละกำลังของเรือก็ทำให้ชาวบ้านนับพันพากันแตกตื่น บางกอกไม่เคยเห็นภาพเช่นนี้มาก่อน พระเจ้ากรุงสยามทรงเป็นราวปักษีน้อยในกรงทอง๑ เราเกรงว่าพระองค์ยังไม่ทรงเห็นสิ่งมหัศจรรย์นี้ แม้ว่าเรือได้แล่นผ่านหน้าพระบรมมหาราชวัง และเลี้ยวกลับหลังอวดตัวเสร็จแล้ว บรรดาเชื้อพระวงศ์ ขุนนางและข้าราชการของรัฐบาล ต่างรู้สึกทึ่งกันทั่วหน้า และกล่าวกันว่า "เรือลำนี้เป็นที่สุดของหัวใจของพวกเขา" อันเป็นการแสดงออกที่มีความหมายเหมือนกับที่ราชินีแห่งชีบาทรงรู้สึก เมื่อพระนางทรงเห็นชัยชนะของโซโลมอน และว่ากันว่า "ไม่มีจิตวิญญาณอื่นใดเหลืออยู่ในพระวรกายของนางแล้ว" พระคลัง๒ ทรงกล่าวว่า เรือลำนี้เป็นฝีมือของทวยเทพ หาใช่มนุษย์ไม่ เป็นที่หวังกันอย่างที่สุดว่า พระมหากษัตริย์จะทรงแหวกม่านประเพณีหลวงเพื่อการนี้สักครั้ง และเสด็จไปบนเรือเพื่อทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง เรือเอ็กสเปรสได้รับการซ่อมแซมและนำมาสู่สยาม ตามพระราชปรารภของพระองค์ที่มีพระราชประสงค์ที่จะซื้อเรือเช่นนี้ แต่เรือลำนี้ก็ก้าวหน้าเกินกว่าสติปัญญาและทักษะของชาวสยามเหลือเกิน จึงมีโอกาสเสี่ยงที่พระองค์อาจทรงเบี่ยงบ่ายหลีกเลี่ยงจากข้อตกลงที่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อนหน้านี้ เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด พระองค์ทรงอุทิศตนเพื่อพระราชกรณียกิจในการสร้างและตกแต่งวัดวาอาราม และอาจทรงเห็นว่าเรือลำนี้มีราคาแพงเกินไป สู้เอาไปบำรุงพระเจ้าที่ไร้ความหมายของพระองค์ไม่ได้ เราเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าของเราจะทรงใช้เหตุการณ์นี้เพื่อแผ้วถางทางให้พระองค์เข้าสู่จิตใจของผู้คนเหล่านี้ แต่ก็ไม่มีสิ่งใดที่สร้างขึ้นจากสติปัญญาและอำนาจของมนุษย์ที่จะเปลี่ยนวิญญาณของผู้คนเหล่านี้ให้หันเข้าหาพระคริสต์ได้ เว้นแต่พระวรสารเท่านั้น" 

                 เหนือข้อความข้างต้น มีข้อความ ๒ ประโยคที่เขียนด้วยมือ ใจความว่า "พระเจ้าแผ่นดินทรงเป็นผู้สั่งเรือลำนี้แต่พระองค์ทรงปฏิเสธที่จะรับซื้อไว้ เรือจะไปสิงคโปร์พรุ่งนี้"

                  ต่อมาก็มีเรื่องซื้อเรือรบ หันแตรรับว่าจะนำเรือรบมาขายให้ไทย ทว่าพอนำเข้ามาจริง เป็นเรือเก่าขึ้นสนิม ราคาถึง ๑,๒๐๐ ชั่ง ไทยก็ไม่ซื้อ ในพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๓ บันทึกไว้ว่า       “เจ้าพนักงานไม่ซื้อ หันแตรพูดหยาบช้าว่าในหลวงรับสั่ง ถ้าเจ้าพนักงานไม่ซื้อจะเอาเรือไปผูกไว้หน้าตำหนักน้ำ ทรงทราบก็ขัดเคืองให้ไล่หันแตรไปเสีย ไม่ให้อยู่ในบ้านเมือง หันแตรออกไป จึงพูดอวดว่า จะออกไปฟ้องต่อคอเวอนเมนต์อังกฤษ จะให้กำปั่นรบเข้ามาชำระความ                 

               หันแตรทำจริงๆ แล่นเรือหรือกำปั่นรบออกไปเมืองกัลกัตตา ขอให้อุปราชอังกฤษที่นั่นสั่งเรือรบเข้ามาตีเมืองบางกอก แต่ไม่สำเร็จ แม้เจ้าเมืองอังกฤษที่สิงคโปร์เมืองใหม่ ก็ตัดสินว่าไทยไม่ได้ผิดอะไร     หันแตรจึงนำเรือรบไปขายให้ญวน แล้วกลับเข้ามาเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็โดนขับไล่ออกไปอีก     ผู้ที่นำเรือเอ็กสเปรสเข้ามา ไม่ใช่ใครอื่นที่ไหน แต่คือ "โรเบิร์ต ฮันเตอร์" หรือนายหันแตรนั่นเอง เรือลำนี้เข้ามาพร้อมปืนอีก ๒๐๐ กระบอก ตามใบสั่งซื้อของรัฐบาลสยาม เพื่อใช้ป้องกันประเทศจากโคชินไชนา ความที่เรือและปืนมาถึงช้ากว่ากำหนด รัฐบาลสยามไม่ต้องการตกที่นั่งลำบากหากต้องรบพุ่งกับประเทศเพื่อนบ้านจริง จึงตกลงซื้อปืนใหญ่จำนวนมากกว่า ๑๐๐ กระบอกไว้ก่อน เพื่อความอุ่นใจและเป็นการกันไว้ดีกว่าแก้ ไม่ได้ซื้อจากใครอื่นที่ไหนนอกจากนายฮันเตอร์อีกเหมือนกัน เมื่อเรือและปืนมาถึงในเดือนมกราคม วิกฤตการณ์ที่มีต่อโคชินไชนาได้ลดความรุนแรงลง แต่นายฮันเตอร์ก็ยืนกรานให้รัฐบาลจ่ายค่าปืน ๒๐๐ กระบอกนั้นตามข้อตกลงแต่แรก ความบาดหมางระหว่างพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวกับนายฮันเตอร์ ซึ่งมีอยู่บ้างแล้ว จึงพุ่งพรวดขึ้น และมิได้จบลงเพียงเท่านั้น พระองค์ทรงเห็นว่าราคาค่าเรือ ๕๐,๐๐๐ เหรียญสหรัฐ ที่ตกลงกันไว้นั้น สูงเกินไปสำหรับเรือเก่าที่สนิมกินแล้ว นายฮันเตอร์รู้สึกโกรธเกรี้ยวจนถึงกับขู่ว่าจะยิงลูกระเบิดถล่มพระราชวัง

                     สองสามวันต่อมา นายฮันเตอร์ขออนุญาตยิงสลุตเพื่อฉลองวันเกิดของกัปตันบราวน์ แต่รัฐบาลปฏิเสธด้วยเกรงว่าอาจเป็นอุบายที่นายฮันเตอร์ใช้เพื่อยิงลูกระเบิดตามคำขู่ นอกจากนี้ยังให้เจ้าฟ้าพระองค์หนึ่งเชิญให้นายฮันเตอร์และกัปตันบราวน์เข้าวังเพื่อสะสางเงินในบัญชี เมื่อทั้งคู่ไปถึงพระบรมมหาราชวัง ก็ได้รับคำแจ้งว่า ทั้งสองอยู่ในฐานะนักโทษจนกว่าจะส่งมอบดินปืนที่มีอยู่ในความครอบครองทั้งหมดให้รัฐบาลเสียก่อน หลังจากถูกกักขังตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าถึงห้าโมงเย็นโดยไม่มีวี่แววว่าจะได้รับการปลดปล่อย นายฮันเตอร์ และ กัปตันบราวน์จึงยอมจำนนตามคำเรียกร้อง 

           เรื่องนี้คงทำให้นายฮันเตอร์เป็นเดือดเป็นแค้นจนถึงกับออกปากขู่อีกว่าจะขายเรือดังกล่าวให้แก่รัฐบาลของโคชินไชนา ถ้อยคำเช่นนี้นี่เองที่เป็นเหตุให้นายฮันเตอร์ถูกเนรเทศออกจากประเทศ เขาต้องมอบธุรกิจที่มีอยู่ในสยามให้ผู้ช่วยของตนจัดการแทน และเดินทางไปเลียแผลที่สิงคโปร์...ด้วยเรือกลไฟที่ชื่อ "เอ็กสเปรส" นั่นเอง

            บันทึกประจำวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๘๔๔ (พ.ศ. ๒๓๘๗) ของนางเฮเมนเวย์ มีสาระอย่างเดียวเท่านั้นและยืนยันการเดินทางของนายฮันเตอร์ไปสิงคโปร์ ดังนี้ "เรือกลไฟลำนั้นจากไปแล้ว โดยนำคุณบิวเอล (Buel) กับภรรยา และคุณฮันเตอร์ไปด้วย ฉันหวังให้พวกเขาเดินทางโดยสวัสดิภาพและถึงสิงคโปร์อย่างปลอดภัย"            
               อย่างไรก็ตามนายฮันเตอร์ก็ได้เดินทางกลับมาสยามอีก บันทึกของนางเฮเมนเวย์ประจำวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๘๔๔ (พ.ศ. ๒๓๘๗) มีใจความประโยคหนึ่งว่า "ฮันเตอร์กลับมาจากสิงคโปร์" การกลับมาครั้งนี้ (ข้อมูลบางแหล่งบอกว่ากลับเข้ามามากกว่า ๑ ครั้ง) คงเป็นการกลับมาเพื่อขนสัมภาระหรือจัดการธุรกิจต่างๆ ของตนให้เสร็จเรียบร้อยก่อนจากไปอย่างถาวร  เพราะนายฮันเตอร์ไม่ได้ย่างเท้าลงสู่แผ่นดินสยามอีกตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต ทั้งๆ ที่ใจปรารถนา
 

 

พุทธศักราช  ๒๓๘๘

กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพสิ้นพระชนม์ ด้วยโรคตรีสันฑฆาต

 

พุทธศักราช ๒๓๘๙ 

-ญวนขอหย่าทัพกับเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) 

-โปรดเกล้าฯ ให้สร้างโลหะปราสาทวัดราชนัดดา

 

พุทธศักราช  ๒๓๙๐ 

พระราชกิจจานุกิจของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวไว้ตอนหนึ่งว่า "และได้ทรงร่วมกับ Rev. J.H. Chandler สร้างเรือขับเคลื่อนด้วยเครื่องจักรไอน้ำ ที่ต่อมาเรียกว่า "เรือกลไฟ" หรือ "เรือไฟ" เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยได้ทรงทดลองแล่นในแม่น้ำเจ้าพระยา" เรื่องนี้ดูเหมือนสอดคล้องกันดีกับเรื่องเกี่ยวกับพระราชกิจจานุกิจของพระองค์ที่ปรากฏในเว็บไซต์ของโรงเรียนช่างฝีมือทหาร ที่ว่า "ปี พ.ศ. ๒๓๙๐ (ค.ศ. ๑๘๔๗) ทรงสร้างเรือกลไฟขึ้นเป็นลำแรกของประเทศไทย จนกระทั่งหนังสือพิมพ์ต่างประเทศที่มีชื่อเสียงชั้นนำของโลกชื่อว่า "The New York Tribune"๓ ได้นำเรื่องราวเกี่ยวกับพระปรีชาสามารถของพระองค์ไปลงพิมพ์เป็นการสดุดี"  (แต่ยังใช้การไม่ได้ มีการทำต่อจนถึงสมัยของรัชกาลที่ ๔  จึงได้ขึ้นระวางเป็นเรือรบของไทยโดยสมบูรณ์)

 

เรือกลไฟลำแรกที่กล่าวถึงนี้ เป็นเรือแบบมีล้อใบพัดน้ำด้านข้าง ขนาดประมาณ ๒๐ กว่าฟุต จึงจัดว่าเป็นเรือต้นแบบมากกว่าที่จะเป็นเรือซึ่งนำมาใช้งานอย่างจริงจัง ระยะเวลาที่ใช้ในการสร้างนั้นนานกว่าเนื้อหาในเว็บไซต์ของโรงเรียนช่างฝีมือทหาร ซึ่งอ่านดูแล้วเหมือนกับว่าทรงเริ่มสร้างและสร้างเสร็จในปีนั้น ที่จริงแล้วหากนับจากวันที่เริ่มต้นสั่งซื้อเครื่องยนต์และอื่นๆ ก็อาจกล่าวได้ว่าทรงใช้เวลาถึง ๔ ปีกว่าจะเสร็จ

 

พุทธศักราช  ๒๓๙๑  

-ญวนขอเจริญพระราชไมตรีดังเดิม กองทัพเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) กลับกรุงเทพฯ

- ปราบอั้งยี่ ครั้งที่สอง  เจ้าพระยาคลังเล่นตรุษเดือนสี่ เล่นสงกรานต์เดือนห้า   กับเจ้าพระยาบดินทร์

 

พุทธศักราช  ๒๓๙๓

ความประพฤติก้าวร้าวโอหังของหันแตรนั้น เป็นเหตุให้เมื่อ เซอร์ เจมส์ บรูค เข้ามาขอแก้ไขทำหนังสือสัญญาใหม่ ใน พ.ศ.๒๓๙๓ ในรัชกาลที่ ๓ นั้นเอง ฝ่ายไทยได้นำความประพฤติของหันแตรอ้างต่อฝ่ายอังกฤษ ขอยกเลิกสัญญาข้อ (๒) ที่ฝ่ายอังกฤษเสนอมา  (ฮันเตอร์)

 

ในภายหลังจึงเป็นที่ทราบกันว่า นายฮันเตอร์มิได้ขู่ด้วยปากเท่านั้น เขาได้ขายเรือ "เอ็กสเปรส" และปืนทั้งหมดให้แก่รัฐบาลของโคชินไชนาไปจริง ในราคาที่เขาเรียกร้องจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสียด้วย  เมื่อนายฮันเตอร์จากไป ความหวังที่จะมีเรือกลไฟไว้ใช้ในสยามก็จางหายไปด้วย     แต่เรือ "เอ็กสเปรส" ก็เป็นแรงดลใจให้พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งในขณะนั้นทรงดำรงพระยศเป็นเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ทรงสร้างเรือกลไฟขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศ

 

พุทธศักราช ๒๓๙๓       พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต     พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์

 

 

พุทธศักราช ๒๓๙๗      สมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียแห่งประเทศอังกฤษ ส่ง เซอร์ จอห์น เบาวริ่ง นำคณะทูตมาถวายเครื่องราชบรรณาการต่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว       และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  แต่งตั้งให้คณะทูตไทยไปถวายเครื่องราชบรรณาการยังประเทศอังกฤษเป็นการตอบแทน  

 

พุทธศักราช ๒๔๐๐  คณะทูต ไทยออกเดินทางจากประเทศไทย ไปถวายเครื่องราชบรรณาการต่อสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย    มีรายนามดังนี้ 

 

๑. ราชฑูต พระยามนตรีสุริยวงษ์ (ชุ่ม บุญนาค)  

๒.อุปฑูต เจ้าหมื่นสรรเพธภักดี (เพ็ง ต้นสกุล เพ็ญสกุล) 

๓. ตรีทูต  จมื่นมณเฑียรพิทักษ์ (ด้วง)  

๔. ล่ามหลวง หม่อมราโชทัย ชื่อหม่อมราชวงศ์กระต่าย ( อิศรางกูร ณ กรุงเทพ)  

๕. ผู้กำกับเครื่องราชบรรณาการ จมื่นราชามาตย์ (ท้วม บุนนาค ) 

๖. ผู้กำกับเครื่องราชบรรณาการ นายพิจารณ์สรรพกิจ (ทองอยู่ กัลยาณมิตร)  

๗. ล่ามของราชฑูต ขุนจรเจนทเล (ฉุน) 

๘. ล่ามของอุปทูต  นายโนรี

๙. ล่ามของตรีทูต ขุนปรีชาชาญสมุท  (ดิศ) 

๑๐. นายเทศ บุนนาค 

๑๑. นายทด บุญนาค  

๑๒. เสมียนของราชทูต  

๑๓. เสมียนของอุปทูต  

๑๔. เสมียนของตรีทูต  

๑๕. หมอยาจากกรมโอสถ  

๑๖. .....เข้าใจว่าหมอนวด? 

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

หากมีใครถามว่า  "ข้าบดินทร์" นี้เขียนขึ้นมาได้อย่างไร  คงจะบอกได้ว่า เกิดจากการอ่านหนังสืออย่างบ้าคลั่งของคนเขียน นับหลายร้อยเล่มตลอดปีกว่า เพื่อให้ออกมาเป็นนิยายขนาดเจ็ดร้อยกว่าหน้า เรื่องนี้    และไม่อาจปฏิเสธเลยว่าอาจเป็นบุคคลท่านที่ ๑๖ นี้เอง ที่ช่วยให้ตัวเองเขียน "ข้าบดินทร์" ขึ้นมาจนสำเร็จ  เพราะท่านคือบรรพชนคนหนึ่งของเรา

ขอบพระคุณบรรพชนชาวไทย และขอกราบผืนแผ่นดิน ด้วยงานชิ้นนี้   

วรรณวรรธน์

    

 

 

 




ข้าบดินทร์

ข้าบดินทร์ article
ละคร ข้าบดินทร์ย้อนหลัง
เพลงประกอบ ข้าบดินทร์
ข้อมูลวังช้าง แล เพนียด
ผู้ใดใคร่อยากทราบเหตุการณ์ยามคุณพี่เหมไปเมืองวิลาศ แนะนำให้อ่าน 'นิราศลอนดอน'
"ตะพุ่นหญ้าช้าง"...สถานะที่ต่ำที่สุดของ...หลวงสุรบดินทร์...แห่งข้าบดินทร์
ดาบอาทมาฏ กับ ดาบพุทไธสวรรย์ แตกต่างกันอย่างไร
วิชาดาบอาทมาฏ...วิชาดาบคู่กายหลวงสุรบดินทร์...แห่งข้าบดินทร์
สาระกับผู้คนตัวเล็กตัวน้อย วิลาศ ไอ้เรือง พุ่มแลหมอเสน่ห์ สัปเยก จีนเสียงทอง
พ่อเหม - จีนสยาม แล จีนเสียงทอง - จากจีนจรสู่จีนคงเมือง แล กบฏจีนตั้วเหี่ย
"เจ้าพระยาบดินทร์เดชา" กับเหตุที่ต้องติดคุกต้องตรวนหลายครา
เจ้าพระยาบดินทรเดชา
คุณชายช่วง ๕ แผ่นดิน
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว-พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ตำนานกษัตริย์คู่แห่งสยาม
แอบจับผิด ข้าบดินทร์ article
ศึกอานามสยามยุทธ ประวัติศาสตร์ไทยใน ข้าบดินทร์ article
ข้าบดินทร์ ละครพีเรียดยุคใหม่ เห็นประเด็นอะไรดีๆ มาคุยกัน article
"ข้าบดินทร์" มาเรียนประวัติศาสตร์ผ่านละครกันเถอะ
Special:: Unpublished Scene article
เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) article
เจ้าช่อมะกอกเจ้าดอกมะไฟ article
หมอบรัดเลย์ article
สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (คุณชายช่วง) article
สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์(เจ้าพระยาพระคลัง)



Copyright ©2015 WW
วรรณวรรธน์ วรรณวรรธน วรรณวรรษ วรรณวรรธ วรรณวรรธ์ วันนะวัด วรรธนวรรณ จันทรจนา วรรธนวรรณ ประพัฒน์ทอง อัสวัด อัศวัด อัศวัส จันทราอุษาคเนย์ ฤกษ์สังหาร เหม นิยาย ทะเลทราย นิยายรัก นิยายโรแมนซ์ นิยายประวัติศาสตร์ นิยายโรมานซ์ นักเขียน นักประพันธ์ ผู้แต่ง ผู้ประพันธ์ Thainovel novelist love romantic romance thairomantic thairomance thailove author thaiauthor thaibook book thaireader reader read writer thaiwriter thaibestseller wannawat watwan wanwat wattanawan historicalnovel desertnovel lovenovel elite fiction thaifiction novel lovenovel วรรณวรรธน์ วรรณวรรธน์ วรรณวรรธน์ วรรณวรรธน์ วรรณวรรธน์ วรรณวรรธน์ วรรณวรรธน์ วรรณวรรธน์ วรรณวรรธน์ วรรณวรรธน์ วรรณวรรธน์ วรรณวรรธน์ วรรณวรรธน์ วรรณวรรธน์ วรรณวรรธน์ วรรณวรรธน์ วรรณวรรธน์ นิยาย นิยาย นิยาย นิยาย นิยาย นิยาย นิยาย นิยาย นิยาย นิยาย นิยาย นิยาย นิยาย นิยาย นิยาย นิยาย นิยาย นิยาย นิยาย นิยาย นิยาย ข้าบดินทร์ ข้าบดินทร์ ข้าบดินทร์ ข้าบดินทร์ ข้าบดินทร์ ข้าบดินทร์ ข้าบดินทร์ ข้าบดินทร์ ข้าบดินทร์ ข้าบดินทร์ ข้าบดินทร์ ข้าบดินทร์ ข้าบดินทร์ ข้าบดินทร์ ข้าบดินทร์ ข้าบดินทร์ ข้าบดินทร์ ข้าบดินทร์ ข้าบดินทร์ ข้าบดินทร์ ข้าบดินทร์ ข้าบดินทร์ ข้าบดินทร์ ข้าบดินทร์ ข้าบดินทร์ ข้าบดินทร์ ข้าบดินทร์ ข้าบดินทร์ ข้าบดินทร์ ข้าบดินทร์ ข้าบดินทร์ ขอเป็นเจ้าสาวสักครั้งให้ชื่นใจ ฤกษ์สังหาร ขอเป็นเจ้าสาวสักครั้งให้ชื่นใจ ฤกษ์สังหารขอเป็นเจ้าสาวสักครั้งให้ชื่นใจ ฤกษ์สังหาร novel novel novel